แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LTF RMF แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ LTF RMF แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กำไรจากเงินปันผล...ยื่นแบบยังไง

โดย : เสกสรร โตวิวัฒน์ : บลจ.บัวหลวง

ดิฉันเคยฟังผ่านๆ เรื่องกำไรจากเงินปันผล แต่ขอชัดๆ อีกซักเที่ยวได้มั้ยคะ พอดีปีนี้ได้ปันผลจากการลงทุนในกองทุน LTF 4 หมื่นกว่าบาทเลยอยากทราบค่ะ ว่าเวลายื่นแบบต้องกรอกยังไงคะ

ความเห็น บลจ.บัวหลวง
เงินปันผลจากกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นกองทุน LTF หรือกองทุนทั่วไปนั้น ถือเป็นเงินได้ที่ผู้ได้รับต้องนำไปเสียภาษีครับ แต่มีสิทธิเลือกว่าจะให้กองทุนดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนหรือไม่

1) ถ้าให้หัก ณ ที่จ่าย 10% ไว้แล้ว ผู้ถือหน่วยมีสิทธิเลือกว่าจะนำเงินปันผลที่ได้รับไปคำนวณเป็นเงินได้ ตาม 40 (8) ใน ภงด. 90 หรือไม่
a. ถ้าผู้ถือหน่วยมีเงินได้ในปีนั้นไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อัตรา 10% การนำไปคำนวณเป็นรายได้ก็จะได้เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายกลับคืนบางส่วนหรือทั้งหมดได้ เพราะถูกหัก ณ ที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 10% มากกว่าภาษีที่ต้องเสีย กรณีนี้การนำไปรวมเป็นเงินได้จะได้ประโยชน์มากกว่า
b. แต่ถ้าเป็นผู้มีเงินได้เสียภาษีในอัตราภาษีบุคคลธรรมดา 10% ขึ้นไป การนำไปคำนวณรวมเป็นเงินได้ใน 40 (8) อย่างน้อยจะทำให้เงินได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษี 10% เท่าที่หัก ณ ที่จ่ายไป หรืออาจต้องเสียเพิ่มขึ้นถ้ารวมคำนวณแล้วฐานภาษีขึ้นสูงเกิน 10% ซึ่งกรณีนี้ไม่ควรนำเงินปันผลที่ได้รับไปรวมคำนวณใน ภงด. 90
2) ถ้ากองทุนนั้นจ่ายปันผล โดยที่ไม่ได้หัก ณ ที่จ่าย 10% ไว้ ผู้ถือหน่วยมีหน้าที่ต้องนำเงินปันผลไปรวมเป็นเงินได้เพื่อยื่นเสียภาษีใน ภงด. 90 ครับ
3) เงินปันผลกองทุนรวม ไม่สามารถนำไปขอเครดิตภาษีได้
4) ทั้งนี้การหักภาษี ณ ที่จ่ายของรายได้เงินปันผลกองทุนรวม กรมสรรพากรระบุว่าต้องหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลที่ได้รับทั้งหมดในปี จึงจะมีสิทธิไม่ต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้ตาม 40 (8) เช่น ในปีนี้ถ้าได้รับเงินปันผลจากกองทุนทั้งสิ้น 6 ครั้งจาก 5 กองทุน ก็ต้องให้หัก ณ ที่จ่ายไว้ 10% ทั้ง 6 ครั้งที่ได้รับ ถ้าหากมีครั้งใดที่ได้รับเงินปันผลมาโดยไม่ได้หัก ณ ที่จ่าย แม้เพียง 1 ครั้ง ผู้ถือหน่วยมีหน้าที่ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับทั้งหมด 6 ครั้งไปรวมเป็นเงินได้ 40 (8) เพื่อเสียภาษีใน ภงด. 90
5) จากข้อมูลทั้งหมดหากผู้ลงทุนไม่แน่ใจว่ามีเงินได้ที่จะได้รับในแต่ละปีจะถึงเกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นต่ำ 10% หรือไม่ แนะนำว่าควรแจ้งให้กองทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เสมอครับ
“บทความนี้ เป็นคำแนะนำตามหลักการลงทุนทั่วไป และอ้างอิงตามข้อมูลเท่าที่ได้รับเท่านั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในสัดส่วนดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และผู้ลงทุนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินโดยละเอียดอีกครั้งก่อนการลงทุนจริง”


from http://bit.ly/d3dvZG

เลือกซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองไหนดี

เลือกซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองไหนดี


LTF คืออะไร
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Longterm Equity Fund (LTF) คือ กองทุนรวมที่จะนำเงินไปลงทุนในหุ้น(Equity)ภายในประเทศเป็นหลัก โดยอาจจะมีการลงทุนในตราสารหนี้(Government Bond) หุ้นกู้(Corporate Bond) เงินฝากธนาคาร หุ้นต่างประเทศ หรือ ตราสารอนุพันธ์(Derivative & Future) บ้างเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นภายในประเทศเพียงอย่างเดียว และผู้ที่ซื้อ LTF จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี


ข้อดีของการซื้อ LTF
  1. ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี
  2. มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน(capital gain) ในกรณีที่หุ้นขึ้น แต่ในทางกลับกันก็มีโอกาสขาดทุนเช่นกัน ในกรณีที่หุ้นลง
  3. บางกองทุน มีการจ่ายปันผลให้กับผู้ลงทุน (ดูนโยบายการจ่ายปันผลได้จากหนังสือชี้ชวน)
  4. เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง


ข้อกำหนดของ LTF
ผู้ที่ซื้อ LTF และต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจะต้องถือ LTF ไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน เช่น ถ้าซื้อ ปี 2553 จะสามารถขายได้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป
แต่ถ้าไม่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ก็สามารถขายตอนไหนก็ได้


กองทุน LTF สามารถจำแนกตามลักษณะความเสี่ยงได้ 3 ประเภทคือ
  1. เสี่ยงสูง คือ กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นประมาณ 90% ในประเทศหรือต่างประเทศหรือทั้งสองอย่าง และลงทุนในเงินฝาก 10% เพื่อเสริมสภาพคล่อง กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนสูง เทียบเท่า SET index ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT2, LT3, LT4, LTT ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  2. เสี่ยงปานกลาง คือ กองทุนจะลงทุนในหุ้นประมาณ 70% และที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นกู้ เงินฝาก กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนปานกลาง น้อยกว่า SET index ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT1 ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  3. เสี่ยงต่ำ คือ กองทุนจะมีการลงทุนในตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เสมือนว่ากองทุนนั้นๆ ลงทุนในหุ้นเพียงแค่ประมาณ 0-20 % กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนต่ำ หรือ แทบจะคงที่ถ้ากองทุนนั้นลงทุนในตราสารอนุพันธ์เต็มจำนวน (ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน) ตัวอย่างกองทนประเภทนี้ เช่น กองทุน LTS ของ บลจ ไทยพาณิชย์
ดังนั้นผู้ที่จะซื้อกองทุน LTF ควรที่จะซื้อตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ เช่น ถ้ากลัวความเสี่ยงมาก ควรลงทุนประเภท 3


เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อกองทุน LTF
  1. ควรซื้อแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน (Dollar Cost Averaging) มากกว่าซื้อครั้งเดียวปลายปี เพราะจะได้ราคาระดับเฉลี่ยที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป ถ้าไปซื้อปลายปีครั้งเดียวอาจจะได้ราคาที่ยอดดอย
  2. ควรเปรียบเทียบหลายๆ บลจ โดยดูนโยบายการลงทุนว่าตรงตามที่เราต้องการไหม ดูค่าบริหารจัดการว่าแพงไปไหม ดูว่ามีปันผลให้ไหม(สำหรับคนชอบปันผล)
  3. บาง บลจ อนุญาตให้เราสามารถสลับกองทุนภายใน บลจ เดียวกันได้ เช่น ถ้าเรามีกอง LTS แล้วคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้น เราสามารถสลับไปเป็นกอง LT2 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนซื้อ


การค้นหา LTF ผ่านทางเว็บไซต์ morningstarthailand
กองทุน LTF ในประเทศไทยมีหลากหลายกองมาก และแต่ละกองก็มีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนใน LTF ก็ควรจะมีเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่มีคุณภาพได้ ซึ่งเว็บไซต์ morningstarthailand ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการคัดกรองกองทุนที่สนใจและใช้งานได้ไม่ยาก ซึ่งมีวิธีการใช้งานพื้นฐานดังนี้
  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx
  2. เลือก LTF แล้วคลิกปุ่ม GO ดังรูป 2
  3. คลิก Morning Star Rating เพื่อเรียงลำดับกองทุนผ่านทาง rating ดังรูป 3 หลังจากนั้นผู้ลงทุนก็สามารถเลือกดูรายละเอียดของกองทุนที่ rating สูงๆ ได้ 
คำเตือน 
  • rating เป็นการวัดผลการดำเนินงานในอดีตเทียบกับ benchmark ของกองทุนนั้นๆ ซึ่งไม่การันตีผลการดำเนินงานในอนาคต 
  • กองทุนที่ rating น้อยกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องมีผลการดำเนินงานในอนาคตดีกว่า
  • rating เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ผู้ลงทนต้องทำการบ้านด้วยตัวเอง เช่น นโยบายการจ่ายปันผล ค่าบริหารจัดการ
รูป 2 เลือก LTF แล้วคลิกปุ่ม GO


รูป 3 เรียงตาม rating

สอบถามเกี่ยวกับการยื่นแบบ ภงด. 90 ของเงินปันผลจากกองทุนรวมทุกประเภท เช่น LTF, FIF, กองทุนอสังหา และกองทุนทั่วๆไป

สอบถามเกี่ยวกับการยื่นแบบ ภงด. 90 ของเงินปันผลจากกองทุนรวมทุกประเภท เช่น LTF, FIF, กองทุนอสังหา และกองทุนทั่วๆไป

ถาม
เงินปันผลจากกองทุนรวมทุกประเภท เช่น LTF, FIF, กองทุนอสังหา และกองทุนทั่วๆไป
1. ถ้า ให้หัก ภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้แล้ว แต่ปรากฏว่ามีเงินได้ในปีนั้นไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อัตรา 10% ในการยื่นแบบ ภงด. 90 จะต้องนำเงินปันผลที่ได้รับไปคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) ข้อย่อย 2. หรือ มาตรา 40 (8) ข้อย่อย 2. กันแน่ครับ เพื่อเป็นการขอภาษีที่ถูกหักไว้คืน ?
2. ในกรณีเดียวกับข้อ 1. แต่เป็น ไม่ให้หัก ภาษี ณ ที่จ่าย 10% ในการยื่นแบบ ภงด. 90 จะต้องนำเงินปันผลที่ได้รับไปคำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) ข้อย่อย 2. หรือมาตรา 40(8) ข้อย่อย 2. เพื่อแจ้งเป็นเงินได้ ?
หมายเหตุ
1. มาตรา 40 (4) ข้อย่อย 2 คือ เงินปันผลจากกองทุนรวม (เฉพาะที่ไม่เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10)
2. มาตรา 40 (8) ข้อย่อย 2 คือ เงินส่วนแบ่งกำไรจากกองทุนรวมตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ (กรณีไม่ยอมให้ผู้จ่ายเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 10.0 แต่ขอคืนหรือขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้นั้น)
ท้ายนี้ต้องขอขอบคุณที่ให้การบริการด้วยดีโดยเสมอมา


ตอบ
รายได้ในรูปของเงินปันผล จากกองทุนรวม สามารถเลือกนำมารวมเป็นเงินได้ (ยื่นแบบ ภงด. 90) ได้ ไม่ว่าให้ บลจ. หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ โดยกรณีที่จะยื่นเป็นเงินได้ตาม ม.40(4) คือเมื่อได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมที่จัดตั้งก่อน ปี 2535 (ไม่เข้าข่ายตาม พรบ. หลักทรัพย์ฯ ปี 2535) สำหรับเงินได้ตาม ม. 40(8) คือเมื่อได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวมที่จัดตั้งหลังปี 2535 (เข้าข่ายตาม พรบ. หลักทรัพย์ฯ ปี 2535) ค่ะ

ทั้งนี้ ควรสอบถาม กองทุนรวมของ บลจ. ที่ได้รับเงินปันผลอีกครั้งด้วยนะคะ ว่ากองทุนฯที่ท่านได้รับเงินปันผล จัดตั้งก่อน หรือ หลัง ปี 2535 ซึ่งจะมีผลต่อการยื่นแบบ ภงด. ค่ะ

อนึ่ง หากเป็นกองทุนฯ จาก บลจ. กสิกรไทย จะเข้าข่ายใน ม.40(8) ทั้งหมด เนื่องจาก กองทุนฯ จาก บลจ. กสิกรไทย เข้าข่ายตาม พรบ. หลักทรัพย์ฯ ปี 2535 (จัดตั้งหลังปี 2535) ทั้งหมดค่ะ

from https://www.k-weplan.com/WebboardDetail.aspx?mid=76&qid=2811

ต้องทำอย่างไรเมื่อมีกำไร จากการลงทุนในLTF

ต้องทำอย่างไรเมื่อมีกำไร จากการลงทุนในLTF

ถ้าคุณลงทุนในกองทุน LTF และ RMF แล้วขายมีกำไร ต้องกรอกภาษีอย่างไร คลิกเข้าไปอ่าน

Q.....ผมได้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไว้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีภาษีนั้นเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทตั้งแต่เมื่อปี 2549 และได้ถือหน่วยลงทุนที่ซื้อไว้จนครบ 5 ปีปฏิทิน โดยขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดในปี 2553 ได้เงินคืนมาเป็นจำนวนเงิน 320,764.89 บาท เท่ากับมีกำไรจากการลงทุน 120,764.89 บาท ซึ่งเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมาย แต่หนังสือแสดงการขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF ที่ผมได้รับจากบริษัทจัดการกองทุนรวมได้มีข้อความบอกให้ผมต้องนำเงินกำไรที่ได้รับนี้ไปแสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีเพื่อยื่นเสียภาษี ผมไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ และถ้าไม่ทำจะเป็นอะไรไหมครับ

A....คำถามนี้เป็นคำถามที่มีผู้ถามมาทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลที่จะต้องมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยผมต้องขอเรียนผู้อ่านให้เข้าใจและหมดความกังวลก่อนนะครับว่า ผู้มีเงินได้ที่ขายคืนหน่วยลงทุนไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งได้มีการลงทุนครบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้แล้ว หากมีกำไรจากการลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินกำไรที่ได้รับนั้น แต่จุดมุ่งหมายของข้อความในหนังสือแสดงการขายคืนหน่วยลงทุนที่บอกกล่าวไว้นั้น
ก็เพียงต้องการให้ผู้ที่ขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือกองทุนรวม RMF นำเงินกำไรที่ได้ไปกรอกรายการในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 ประจำปี สำหรับกรณีผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป
ซึ่ง ภ.ง.ด. 90 นั้นเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้ซึ่งมีเงินได้อื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) หรือไม่ได้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1)
เพียงประเภทเดียว โดยกำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือกองทุนรวม RMF นั้นถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) โดยหากผู้ที่ขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือ กองทุนรวม RMF มีการลงทุนครบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดแล้วก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรที่ได้รับมานั้น ซึ่ง ภ.ง.ด. 90 นั้นจะมีช่องสำหรับกรอกรายการเงินกำไรที่ได้รับยกเว้นไว้ให้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนผมจึงขอนำแบบแสดงรายการข้อ 7 ข้อย่อยที่ 4. และ 5. ในรายการเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ซึ่งอยู่ในหน้า 3 ของ ภ.ง.ด. 90 มาให้ดูว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร และผู้มีเงินได้จะต้องดำเนินการอย่างไร สำหรับกรณีของผู้ถามที่มีการลงทุน 200,000 บาท และขายคืนเมื่อครบระยะเวลา 5 ปีปฏิทินได้รับเงินคืน 320,764.89 บาท ซึ่งมีกำไร 120,764.89 บาท ในการกรอกรายการก็จะกรอกรายการในข้อย่อยที่ 5. ว่ามี “เงินค่าขายหน่วยลงทุนคืนให้กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” จำนวน 320,764.89 “หัก ราคาทุน” 200,000.00 แล้วทำเครื่องหมายในช่อง “o ยกเว้น” ของ “เงินส่วนต่างกรณี ราคาขายมากกว่าราคาทุน” และกรอกจำนวนเงินกำไร 120,764.89 ไว้ในบรรทัดเดียวกันนั้น ก็เป็นอันเสร็จสิ้น โดย
ในส่วนของจำนวน "รวม" ถึง “ยกไปรวมใน ข้อ 10 1.” นั้น ก็ไม่ต้องนำกำไร 120,764.89 ไปรวมกับจำนวนอื่นๆ (ถ้ามี) ครับ

แต่หากเป็นกรณีที่ขายคืนโดยปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ก็ให้ทำเครื่องหมายในช่อง “o ไม่ยกเว้น” ของ “เงินส่วนต่างกรณีราคาขายมากกว่าราคาทุน” และกรอกจำนวนเงินกำไรไว้ในบรรทัดเดียวกันนั้น แล้วให้นำกำไรนั้นไปรวมกับจำนวนอื่นๆ (ถ้ามี) แล้วกรอกจำนวนรวมในบรรทัด "รวม" ถึง “ยกไปรวมใน ข้อ 10 1.” ด้วย สำหรับกรณีเงินกำไรที่ได้จากกองทุน RMF ก็จะมีลักษณะในการกรอกรายการในแบบ ภ.ง.ด. 90 ข้อ 7 เช่นเดียวกัน โดยอยู่ในข้อย่อยที่ 4. ครับ

ประโยชน์ของการแจ้งกำไรจากการลงทุนในกองทุน LTF หรือ RMF ในรายการของแบบ ภ.ง.ด. 90 นั้น นอกจากจะมีไว้เพื่อการตรวจสอบของกรมสรรพากรแล้ว ผู้มีเงินได้ยังจะสามารถนำเงินกำไรจากการลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือ RMF ที่แจ้งนั้นไปคำนวณรวมเป็นฐานเงินได้สำหรับซื้อกองทุนรวม LTF และ RMF ใหม่ในปีที่ขายคืนนั้นได้อีกด้วยครับ

กรณีที่มีกำไรและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นั้นหากจะไม่ดำเนินการกรอกรายการตามที่กล่าวแล้วในข้างต้นจะมีผลอย่างไรนั้น คงจะตอบได้ว่าไม่มีผลกระทบให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านภาษีที่จะต้องจ่ายแต่อย่างใดครับ แต่ปัจจุบันเท่าที่ทราบกรมสรรพากรจะติดต่อเรียกให้ผู้มีเงินได้ไปดำเนินการแก้ไขการยื่นแบบให้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผู้มีเงินได้ต้องเสียเวลาไปดำเนินการเท่านั้น
ส่วนกรณีถ้ามีกำไรแต่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้แล้วไม่กรอกรายการให้ถูกต้อง นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ผู้มีเงินก็อาจจะต้องเสียภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับได้ ตามแต่กรณีหากคำนวณแล้วมีภาษีในจำนวนที่สูงกว่าเดิมที่เคยได้ยื่นแบบไว้ ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้อาจจะสงสัยว่ากรมสรรพากรจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้มีเงินได้มีการขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF หรือกองทุนรวม RMF แล้วมีกำไรหรือขาดทุน ผมขอเรียนเพื่อทราบว่า กรมสรรพากรได้มีหนังสือขอให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทุกแห่งนำส่งรายการของการซื้อขายกองทุนรวม LTF และกองทุนรวม RMF ไปยังกรมสรรพากรทุกปี
ดังนั้น หากกรมสรรพากรทำการตรวจสอบจากข้อมูลตามที่มีการส่งให้นั้น กรมสรรพากรจะทราบว่าผู้มีเงินได้รายใดมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ในส่วนของการขายคืนกองทุนรวม LTF และกองทุนรวม RMF ไว้อย่างไม่ถูกต้องได้ครับ

from http://bit.ly/fCLiSH

เจาะลึก AYFLTFDIV และ AYFDIVRMF

เจาะลึก AYFLTFDIV และ AYFDIVRMF

หุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล (AYFLTFDIV) และอยุธยาหุ้นปันผลเพื่อการเลี้ยงชีพ (AYFDIVRMF) เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดี   ในรอบ 10 เดือนให้ผลตอบแทนสูงถึง 60%
โมเดลการลงทุนกองทุนทั้ง 2 เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระแสเงินสดดีเป็นหลัก รวมถึงหุ้นที่มีการจ่ายปันผลในระดับสูง และบริษัทที่มีโอกาสการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ นอกจากต้องใช้เงินลงทุนแล้ว ยังมีกระแสเงินสดเหลือเพียงพอจ่ายปันผลในระดับที่สูงได้ด้วย
เป็นโมเดลที่ใช้กับกองทุนเปิดอยุธยาหุ้นปันผล และได้ผลดี
โมเดลนี้ อยุธยาเขาเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2006
กลยุทธ์การบริหารพอร์ตลงทุน ใช้สไตล์ Active  ไม่ใช่ ซื้อแล้วถือยาว
ระหว่างทาง ผู้บริหารกองทุนจะมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตอยู่ตลอดเวลา ตามจังหวะและโอกาสการลงทุน
แต่โดยรวมยังคงโมเดลหลักๆเอาไว้
ไม่ได้กระโดดไป กระโดดมาตามอารมณ์ของตลาด จนละเลยวินัยและเสีย Theme  การลงทุน
กองทุนทั้ง 2 นี้
อยุธยา  เอาโมเดลที่ใช้กับกองทุนเปิดอยุธยาหุ้นปันผล ลงทุนมาทำเป็นLTF และ RMF ครับ
อยุธยา มีกองทุน อยุธยาหุ้นปันผล มาระยะหนึ่ง
จนมั่นใจแล้วว่าเป็นกองทุนที่ดี และน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ลงทุน
เขาจึงเอากองทุนนี้ มาทำ

ความตั้งใจของอยุธยา ช่วงนั้น ก็คือ จะให้กองทุนนี้..
เป็นกองทุนสำหรับผู้ต้องการประหยัดภาษีเป็นหลักครับ
โดยเฉพาะกับคนที่ลงทุนกับกองทุน อยุธยาหุ้นปันผล มาแล้ว
ย่อมต้องเห็นแล้วว่าผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร
ถ้ายังมีรายได้และยังต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถซื้อ 2 กองนี้เพื่อลดหย่อนภาษีได้
แต่ ถ้าไม่นำไปหักภาษี
…ไม่แนะนำครับ
ไม่มีประโยชน์และอาจเป็นโทษก็ได้  ถ้าหากไปขายออกอาจมีปัญหากับสรรพากรได้
ลงทุนในกองทุนอยุธยาหุ้นปันผล เดิมดีแล้ว
อันนี้คือรายละเอียดของทั้ง 2 กองทุน
ถ้าไปดูผลการดำเนินงานของ AYFLTFDIV และ AYFDIVRMF) เทียบกับ Benchmark
กองทุนนี้ Outperform Benchmark ได้ทุกปี
ดูจากประวัติผลการดำเนินงานย้อนหลัง ทำได้ดี
3 เดือน ทำได้ 23.06%
6 เดือน  ทำได้45.55%
ตั้งแต่ต้นปี  ทำได้ 60.38%
1 ปี   ทำได้ 75.31%
3 ปี   ทำได้ 56.23%
อันนี้ผลตอบแทนของอยุธยาหุ้นปันผลเพื่อการเลี้ยงชีพ (AYFDIVRMF
3 เดือน ทำได้ 23.11% %
6 เดือน  ทำได้45.65%
ตั้งแต่ต้นปี  ทำได้ +60.10%
1 ปี   ทำได้ +75.77%
3 ปี   ทำได้ +61.83%(
นี่คือ ดัชนีตลาดหุ้น
 Benchmark ที่ใช้วัดกองทุนทั้ง 2 กองทุน
3 เดือน  ทำได้ 15.03%
6 เดือน  ทำได้ 28.94%
ตั้งแต่ปี   ทำได้ 34.02%
1 ปี  ทำได้ 43.64%
3 ปี  ทำได้ 8.51%
กองทุนเปิดหุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล จ่ายเงินปันผลมาแล้ว 5 ครั้ง รวม 2.84 บาทต่อหน่วยลงทุน
 เอา Portfolio ล่าสุดไปดูต่อนะครับ
อันนี้เป็นรายกลุ่ม ของ AYFLTFDIV
ข้อมูล ณ วันที่ 29 ต.ค. 2553
 การลงทุนกระจายไปในกลุ่มต่างๆดังนี้
หมวดพาณิชย์24.91%
หมวดธนาคาร16.62%
หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์12.79%
หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค11.47%
หมวดวัสดุก่อสร้าง9.51%
ส่วนอันนี้เป็นพอร์ตของ AYFDIVRMF หมวดพาณิชย์24.94%
หมวดธนาคาร16.40%
หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์12.46%
หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค11.54%
หมวดวัสดุก่อสร้าง10.57%
จะเห็นจากหุ้นรายข้างบนมีทั้งบริษัทในกลุ่มต่างๆปนๆกันอยู่ครับ
แต่เขาไม่ได้จัดสรรเงินลงทุนตามกลุ่มนะครับ
 เขาดูที่ตัวบริษัทจึงเป็นผลที่ตามมา
ถ้าไปดูผลการดำเนินงานย้อนหลังที่ยาวหน่อย
จะเห็นได้ชัดว่า AYFLTFDIV และ  AYFDIVRMF ไม่ใช่กองทุนที่ให้น้ำหนักตามดัชนีแน่นอนครับ
เพราะมันเบี่ยงออกจากดัชนีอย่างชัดเจน
มากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่ช่วงจังหวะของตลาด
เขาสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มี Valuation น่าสนใจได้หลากหลาย sector
จะเลือกหุ้นลงทุนคละเคล้ากันไป
ทั้งหุ้นที่ให้เงินปันผลสูงและหุ้นเติบโต และเน้นลงทุนระยะกลางถึงยาว
ตัวที่อยู่ใน Top ten ของเขา
เป็นหุ้นที่มีมีกระแสเงินสดดีๆ
และบริษัทหลักๆที่เขาลงทุน แทบทั้งหมดเป็นที่รู้จันดีทั้งนั้น
มีตัวอย่างที่ยกขึ้นตรงนี้สักเล็กน้อย
เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆว่า ธุรกิจในกลุ่มนี้เขามีการเคลื่อนไหวอย่างไร
ข้อมูลพวกนี้เกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
อย่าง บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป AYFLTFDIV  ถืออยู่ 10.42%  ส่วน AYFDIVRMF ถือ  10.19%
ชื่อ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป อาจไม่คุ้นเคยหูคนไทยนัก แต่แบงก์ทิสโก้ หลายคนคงเคยใช้บริการ
อันนี้เป็นตัวอย่างความเคลื่อนไหวของธุรกิจนี้ครับ พอให้เห็นภาพว่า ธุรกิจพวกนี้กำลังเติบโต
บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป มีกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งมากกว่า 20% ต่อปี  เป็นหุ้นทีมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี  จ่ายปันผลดีต่อเนื่อง  สูงที่สุดในกลุ่มที่ 5%
เป้าหมายการเติบโตสินเชื่อปี 2554 ที่ 15% โดยมีเป้าหมายการขยายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 15% สินเชื่อ SME 15% และวางเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อเช่าซื้อที่ 10%
          ตั้งเป้า ROE สูงกว่า 20%: เนื่องจาการเติบโตสินเชื่อดี บริหารส่วนต่างอัตรา
ดอกเบี้ยสุทธิได้ดี รายได้จากค่าธรรมเนียมขยายตัว   บริษัทวางแผนคงนโยบายการจ่ายปันผลขั้นต่ำ 50%
 นี้คือพื้นฐานของหุ้นที่ดูจากผลกำไร กำไร ไม่ใช่ sentiment ของตลาด
ตัวที่สอง…
 บมจ.สยามแม็คโคร AYFLTFDIV  ถืออยู่10.20%ของมูลค่าหน่วยลงทุน  AYFDIVRMF ถือ 9.99% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
สยามแม็คโคร ดำเนินธุรกิจประเภทศูนย์ค้าส่งในรูปแบบ เป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอชวีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภททั่วโลก
ปัจจุบันศูนย์ค้าส่งแม็คโครเปิดให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศ และมีสาขามากกว่า 165 สาขาทั่วโลก
สำหรับแม็คโครในประเทศไทย  เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2532 ที่สาขาลาดพร้าว   ปัจจุบัน มีอยู่ 47 สาขา
20ปีที่เขาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือเฟื่องฟู
บริษัทนี้ ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าที่เป็นสมาชิกจำนวนกว่า 2 ล้านคน
เมื่อไปดูยอดขายและผลกำไรของบริษัทแล้ว ปรากฏว่ายอดขายและกำไรดีมาก
สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ อัตราส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้น  ร้อยละ 31.7 เป็นผลมาจาก
สินค้าที่มีกำไรขั้นต้นสูงมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น
สยามแม็คโคร เป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสด และการเติบโตค่อนข้างโดดเด่น
ตัวที่สาม …บมจ. ซีพี ออลล์ หรือ เซเว่นอีเลฟเว่น
ตัวนี้ AYFLTFDIV  ถืออยู่9.73%ของมูลค่าหน่วยลงทุน  AYFDIVRMF ถือ 9.73% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
CPALL เป็นผู้นำตลาด แต่ก็ยังซื้อขายด้วย PEG ที่ต่ำสุดหากเทียบกับหลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจ
คล้ายคลึงกันในกลุ่มพาณิชย์ (SET) ที่ระดับ 0.6 เท่า
สำหรับปี 54 อีกทั้งยังมีอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงคือ 39.6% อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปี 53 เป็น 26% และปี 54 เป็น 33%
อัตราการทำกำไรขั้นต้นในไตรมาส 3 ก็เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยจากช่วงต้นปี
มาอยู่ที่ประมาณ 27-28%  
 ขณะที่ความเสี่ยงทางการเงินก็ต่ำ มีฐานะเป็นเงินสดสุทธิมาตั้งแต่อดีต
ปีนี้คาดเงินปันผลระดับ 1.75 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ระดับ 4.1%
เซเว่นอีเลฟเว่นเป็นธุรกิจที่เป็น Cash Cow Company ถือว่าเป็นธุรกิจที่เป็นทั้ง Defensive และมี
Growth อย่างต่อเนื่อง
อีกตัวคือ บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค หรือหุ้นกระเบื้องปูพื้นบุผนัง “ไดนาสตี้”
ตัวนี้ AYFLTFDIV  ถืออยู่ 7.23 %ของมูลค่าหน่วยลงทุน  AYFDIVRMF ถือ 7.33% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
อันนี้ข้อมูลผลการดำเนินงานล่าสุด
ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2553 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2553 เทียบกับ
ระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน มียอดขายสินค้ารวม 5,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 577 ล้านบาทหรือ
ร้อยละ 13 อัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 44.3 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 42.7
เหลือเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ทั้งสิ้น 928 ล้านบาท หรือ 2.28 บาทต่อหุ้น
เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน 164 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 22
จุดที่น่าสนใจและน่าติดตามก็คือ …อัตรากำไรขั้นต้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่ารายได้และกำไรในไตรมาสนี้
จะลดลงเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส
 แต่อัตรากำไรขั้นต้นกลับเพิ่มขึ้นจาก 45.2% ในไตรมาสก่อนเป็น 45.7% เป็นอัตราที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และสูงที่สุดในอุตสาหกรรมกระเบื้องปู พื้น
DCC เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยกำลังการผลิต 50 ล้าน ตรม./
เดือน ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยจึงต่ำกว่าผู้ผลิตรายอื่น และบริษัทยังมีแผนขยายกำลัง
การผลิตเป็น 61 ล้าน ตรม. ในต้นปีหน้าเพื่อรองรับตลาดในต่างจังหวัดที่ยังมีความต้อง
การสูง โดยเฉพาะในภาคอีสานและเหนือ
จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ บริษัทฯ ไม่มีหนี้สินทั้งเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว
นั่นคือพื้นฐานของหุ้นที่ดูจากผลกำไร ไม่ใช่ sentiment ของตลาด
อีกตัวอย่าง คือ  บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์
ตัวนี้ คนไทยรู้จักในแบรนด์ “ซีเล็คทูน่า” หรือ “ปลาเส้นฟิซโซ่” เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ปลา อาหารทะเล

ล่าสุดเข้าไปควบกิจการ MWB ซึ่งเป็นผู้นำตลาดอาหารทะเลที่ยุโรป ทำให้ไทยยูเนียโฟรเซ่น ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดโลก
ตัวนี้เงินปันผลค่อนข้างโดดเด่น   กระแสเงินสดค่อนข้างดี
อีกตัวหนึ่ง บมจ.ทุนธนชาต  หรือ คนทั่วไปจะรู้จักในนาม แบงก์ธนชาต
ตัวนี้  AYFLTFDIV  ถืออยู่ 6.21%ของมูลค่าหน่วยลงทุน  AYFDIVRMF ถือ 6.21% ของมูลค่าหน่วยลงทุนเช่นกัน
แบงก์ธนชาต  เพิ่งประกาศกำไรออกมา ไตรมาส 3 ปี 2553 มีกำไร 1,538 ล้านบาท โต 53.5% บวก
5 ไตรมาสติด ส่วน 9 เดือนของปี กำไรไปแล้วกว่า 4,250 ล้านบาท
ส่วนตัวนี้  บมจ.โกลว์ พลังงาน AYFLTFDIV  ถืออยู่  5.85% ของมูลค่าหน่วยลงทุน  AYFDIVRMF ถือ 6.59% ของมูลค่าหน่วยลงทุนเช่นกัน
กำไรจากการดำเนินงานใน 3Q10โตมาก
โดยเป็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพราะตัวบริษัทฯ มีหนี้ก้อนใหญ่อยู่ในรูปสกุลดอลลาร์สูงถึง 650 ล้านดอลลาร์
พอค่าเงินบาทแข็งก็ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนั้นก็มีหุ้น  บมจ.ปตท.  หุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  และหุ้นช่อง 3 บมจ.บีอีซี เวิลด์
ต้องลองพิจารณาดูว่าหุนที่กองทุนทั้ง 2 ลงทุน
ดูแล้วมั่นใจ  ไปด้วยได้ไหม
เพราะTheme นี้ เป็น Theme หุ้นปันผล และเติบโตสูง แต่ต้องมีกระแสเงินสดดี
อย่าลืม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุ ผลการดำเนินงานในอดีต  มิได้เป็นสิ่งยืนยันในอนาคต
ข้อมูลข้างต้น เป็นตัวอย่างความเคลื่อนไหวของกองทุนนี้
เราในฐานะผู้ลงทุนควรตัดสินใจอย่างไร ต้องตัดสินด้วยตัวเอง
 เพระสไตล์อาจจะแตกต่าง
ข้อมูลที่เราตีความเพื่อมองไปข้างหน้าก็อาจจะแตกต่าง
เวลาเลือกลงทุนกับกองทุนต้องดูไปถึงคุณภาพของบริษัทจัดการ ผู้จัดการกองทุน ความต่อเนื่องของทีม วินัยและกระบวนการลงทุนที่เป็น Qualitative

from http://is.gd/QdBV2k